เมื่อสองสามวันก่อน (ในตอนที่เขียนบทความนี้) ผมได้มีโอกาสชมรายการทอล์กโชว์รายการหนึ่ง วีไอพี เคยได้ยินไหมครับ รู้สึกว่าจะเป็นรายการของโพลีพลัสนะครับ มีพิธีการคือคุณญาณี และคุณ พอล ภัทรพล แขกรับเชิญในรายการคนนั้น เป็นพิธีกรอารมณ์ดีที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของเมืองไทย คือคุณ หนูแหม่ม สุริวิภา ซึ่งก็ถือว่าโดยส่วนตัว ผมก็ชื่นชอบในความสามารถและผลงานของคุณหนูแหม่มเลยทีเดียว รายการในตอนนั้นจึงถือว่าเป็นตอนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยครับสำหรับผม
เคลียร์นิดนึงนะครับ หลายคนที่ชมรายการครั้งนั้นเช่นกัน อาจสงสัยจังว่ารายการตอนนี้มันออกอากาศไปเมื่อตั้งแต่เดือนเมษาที่ผ่านมา ทำไมผมพึ่งเอามาเล่าเนี่ย คือพอดีผมดูรายการย้อนหลังผ่านทางอินเตอร์เน็ตครับ แล้วก็พึ่งมีโอกาสชมนี่แหละ
กลับเข้ามาที่ตัวรายการกันต่อครับ โจทย์ในรายการวันนั้นคือ คุณสุริวิภา เป็นแขกรับเชิญในรายการ อันนี้ชัดเจน แล้วลองสมมติตัวเองดูสิครับว่าหากคุณเป็นโปรดิวเซอร์ของรายการ ในวันนั้น ประเด็นอะไรที่คุณอยากถามแขกรับเชิญ หลายคนก็คงเดาไปในทางเดียวกันนั่นแหละครับ ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของปรากฏการณ์ช็อคคนไทยทั้งประเทศเมื่อประมาณสองปีก่อน ในฐานะที่คุณหนูแหม่ม เป็นคนใกล้ชิดกับอดีตพิธีกรสาวเจ้าของสมญานาม เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง เอาเป็นว่าไม่ต้องเล่าย้อนหรอกนะครับว่าใครทำอะไรที่ไนอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ ๆ หากคุณเป็นคุณหนูแหม่ม ก็อาจจะรู้สึกอยู่ไม่น้อย ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนั้น
รายการในวันนั้นก็เป็นการสัมภาษณ์เรื่องราวตั้งแต่สมัยคุณหนูแหม่มเป็นเด็ก ซึ่งบางเรื่อง ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน เรื่อยมากจนเข้าวงการบันเทิง และแน่นอน ก็วกเข้าประเด็นที่หลาย ๆ คนคันหัวใจอยากจะรู้ แน่อนนครับ คุณหนูแหม่มรู้สึกแย่กับสิ่งที่เกิดขึ้น จากสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่วาดเอาไว้ อย่างรายการทอล์กโชว์เรทติ้งดีอย่าง สมาคมชมดาว ใครจะรู้ครับว่าอยู่ ๆ มันจะล้มครืนลงไปตรงหน้า อย่างไม่ทันตั้งตัว คุณหนูแหม่มบอกว่า จริง ๆ แล้วก็เคยมีการวางเอาไว้เหมือนกันว่า รายการสมาคมชมดาว จะต้องมีการปิดตัวลง ซึ่งจะเป็นอย่างงดงาม เป็นรูปแบบของคอนเสิร์ต เมื่อรายการมีอายุครบสิบปี แต่เมื่อเหตุการณ์สะเทือนวงการเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้รายการต้องปิดตัวลงและทดแทนด้วยรายการอื่นอย่างกระทันหัน การจากไปของคุณหนูแหม่ม บนเวทีที่เคยยืนจึงเป็นเพียง การกล่าวลาด้วยบทพูดไม่กี่ประโยค และชุดแต่งกายแบบบ้าน ๆ คุณหนูแหม่มกล่าวว่า น้อยใจทางโพลีพลัสมากในตอนนั้น กับการจบลงและจากไปอย่างไร้ความสำคัญเช่นนั้น ซึ่งต่างอย่างลิบลับกับสิ่งที่เธอได้วาดฝันเอาไว้
เมื่อดูละคร ย้อนดูตัวเราแล้ว จะเห็นว่า เรื่องของควาไม่แน่นนอนนั้น เกิดขึ้นได้ทุกคนในทุกสาขาอาชีพ สิ่งที่เห็นว่าจะต้องได้ จะต้องได้แน่ ๆ มันก็อาจมีสิ่งมาทำให้พลิกผันไป ในทางกลับกันสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ มันก็อาจจะมาอยู่ในมือเราอย่างที่ไม่ได้หวังเอาไว้ ดังนั้นแล้ว ความหวังต่าง ๆ จะมีประโยชน์อะไรนอกจากเป็นวิมานเมฆที่เราสร้างขึ้นเอง และพร้อมจะกลายเป็นฟ้าผ่ากลางกระหม่อมหากไม่ได้เป็นไปดังภาพที่สร้าง และเลือนลางหายไปที่สุด และแม้วิมานจะไม่ได้ปรุงจินตนาการขึ้นมา วิมานที่แท้จริง ก็อาจเกิดขึ้นขึ้นมาตรงหน้าอย่างที่ไม่ได้คิดไม่ได้ฝัน หากวิมานเมฆจะเป็นเพียงสุญญากาศที่พร้อมจะฟาดผ่าความเจ็บปวดให้เราได้แล้ว เราจะปั้นมันขึ้นมาเพื่ออะไร ผลลัพท์ที่ปรากฏจริงมากน้อยอย่างไร ไม่ได้ขึ้นกับวิมานที่เราปั้นขึ้นมาหรือไม่ หรือสวยงามมากน้อยเพียงใด แต่กลับอยู่ที่เหตุ คือ การตั้งเป้าหมาย ลงมือทำ และทำอย่างต่อเนื่อง แม้เช่นนั้นแล้ว อย่างไรก็ดี ส่วนที่เหลือคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามปัจจัย ซึ่งเหมือนกับลมฟ้าอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่ดีที่สุด คือการตั้งใจ และทำในสิ่งที่เป็นความดี ให้ดีที่สุด อย่างที่มนุษย์จะพึงทำได้ และเมื่อเราได้ทำอย่างดีแล้ว แม้ฝนฟ้าอากาศจะไม่เป็นใจ ผลลัพท์ไม่ได้เป็นไปดังที่ตั้งเป้าเอาไว้ แต่เราจะได้ชื่อว่า เราคือผู้ที่ได้ลงมือทำ
ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในการเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ พูดอีกนัยหนึ่งแล้ว ก็คือ เกิดมาเป็นมนุษย์ก็เพื่อจะเจ็บปวดนั่นเอง เช่นเดียวกับสัตว์ หมู หมา กา ไก่ ทั้งหลายทั้งมวล เกิดมาเพื่อเจ็บปวด ไม่ในรูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง แต่มนุษย์ดีกว่าสัตว์ที่ว่า เรามีสติปัญญาที่จะพึงคิดพิจารณาถึงปรากฏการณ์ เหตุผล ความเป็นไป และอื่น ๆ ซึ่งอาจจะที่จะมากพอที่จะเข้าในวิถีของธรรมชาติ จนเป็นอิสระจากพันธการอันควบคุมไม่ได้เหล่านี้นี่เอง ความไม่ได้ดังใจเป็นเพียงปรากฎการณ์สร้างความเจ็บปวดในบางจังหวะ ที่อาจเลือนหายและก่อตัวขึ้นใหม่อยู่อย่างนั้นสำหรับใครหลายคนคน แต่สำหรับบางคนแล้ว ในช่วงชีวิตหนึ่งแห่งความปวดร้าวนี้ กลับเป็นบทเรียนมีค่า ที่ได้พลิกชีวิตของเขาไปสู่ด้านใหม่ ที่มีค่าเอนกอนันต์
คุณหนูแหม่ม เองหลังจากที่ผ่านช่วงที่อาจจะเรียกได้ว่าวิกฤตครั้งหนึ่งของชีวิตมาแล้ว แผลยังอาจไม่ได้ทันสมานหาย แต่ในวันหนึ่ง ระหว่างในช่วงการอัดเทปรายการ สุริวิภา ซึ่งเป็นทอล์กโชว์ของเธอเอง อยู่ ๆ แม่ของแขกรับเชิญในวันนั้น ก็เข้ามาคุยกับคุณหนูแหม่ม “คุณหนูแหม่ม จะให้อภัยได้ไหม” ทำนองนั้น คงไม่ต้องบอกว่าใครให้อภัยใคร และเรื่องอะไร แต่ที่แน่ ๆ คำเชิญชวนดังกล่าวสร้างความประหลาดใจ เชิงกีดกั้น ให้กับคุณหนูแหม่มในเมื่อแรกที่ได้ยิน แต่หลังจากนั้น คำเชิญชวนดังกล่าวกลับได้ทำหน้าที่เป็นกุญแจดอกแรก ๆ ที่ไขให้คุณหนูแหม่ม ซึ่งเธอกล่าวเองว่าเธอเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด เข้าไปสู่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ในช่วงที่ได้ออกไปปฏิบัติธรรมนี้ คงจะเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจไม่รู้ลืม ผมอาจจะไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดว่าคุณหนูแหม่มได้ไปทำอะไรที่นั่นมาบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือ มันทำให้เธอหลั่งน้ำตาออกมาในขณะที่ออกมาพูดในคลาสของการปฏิบัติ ก่อนที่จะกลับบ้าน ในวันนั้น เธอกล่าวขอบพระคุณคุณแม่ของแขกรับเชิญในรายการของเธอ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับเป็นผู้ที่ชี้นำทางเธอมาสู่ทางแห่งพระพุทธศาสนา อะไรบ้างที่คุณแหม่มประสบมาในการปฏิบัติ ผมคงไม่ทราบรายละเอียดโดยทั้งหมด แต่ที่แน่อย่างหนึ่ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มันได้ถ่ายถอดผ่านออกมาเป็นคำพูดที่ประทับใจผม และเรียกว่าสะท้อนจิตสะท้อนใจของคุณหนูแหม่ม เธอกล่าวว่าเธอเอง เป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดมาตลอด ในศาสนาคริสต์ สอนว่าให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง แต่มีศาสนาเพียงศาสนาพุทธเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่สอนให้ “แก้ทุกข์” ได้ ผมเองที่รับชมรายการอยู่ถึงกับยกมือขึ้นประนบ โมทนาสาธุอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว การออกมากล่าวเช่นนี้ นับว่าเป็นความกล้าหาญมากเลยทีเดียวที่แสดงขั้วความเชื่อของตัวเองผ่านสื่อออกอากาศซึ่งหมายความว่าคนไทยจำนวนมาก ที่แตกต่างกันไปในเชื้อชาติ วัฒนธรรมและความเห็น จะได้รู้ว่า อะไรที่ครองใจคุณหนูแหม่ม ในขณะเดียวกันมันก็จะสะท้อนกลับไปให้เห็นถึง ความประทับใจของคุณแหนูแหม่มเองที่เกิดจากการประสบพบมาในการปฏิบัติ และที่สำคัญคือ ข้อเท็จจริงจากคำพูดของคุณหนูแหม่มที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้แห้ทุกข์ได้นั้น เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนเลยทีเดียว
ในการเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ดี หรือสัตว์ก็ตาม สุดท้ายแล้วต่างก็ดำเนินไปบนบทสรุปเดียวกันคือ รักสุขเกลียดทุกข์ และที่ทั้งสัตว์และตัวเราทำกัน เห็นกันอยู่ทุกวันทั่วไป ก็ไม่พ้นเรื่องแสวงหาความสุขและสลัดหนีความทุกข์ สิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานแต่ในขณะเดียวกันกลับเป็นที่สุดของชีวิตสัตว์ ความสุข คือสภาวะที่น่าใคร่น่าปรารถนา ซึ่งตรงกันข้ามกับความทุกข์ซึ่งคือสภาวะที่ทนได้ยากนั่นเอง เมื่อทำลายที่มาของความทุกข์ลงทั้งมวล ภาพปรากฏจึงมีแต่ความสุข ซึ่งจะยั่งยืนถาวรเพราะเหตุที่จะทำให้ทุกข์ไม่มีอีกแล้ว ซึ่งนี่เองคือแก่น อันประเสิรฐของพระพุทธศาสนา อริยสัจสี่ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของความทุกข์ ความดับทุกข์ และที่มาของทั้งสองสิ่ง คือแก่นที่พระศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และคือสิ่งที่สัตว์ทั้งมวลเสาะแสวงหา
เมื่อกล่าวโดยลึกลงไป ทุกข์ที่เกิดขึ้นมา ก็ด้วยเพราะมีเหตุให้เกิด ซึ่งเรียกกันว่า สมุทัย สมมติว่า วันนี้เราไปห้างสรรพสินค้า ได้กินพิซซา แต่ปรากฏว่าร้านพิซซาปิดได้กินข้าวมันไก่แทน หลายคนอาจจะทุกข์ทรมานเหลือคณากับการไม่ได้กินพิซซาหน้าพิเศษในวันนั้น และต้องกล้ำกลืนฝืนกินข้าวมันไก่ประทังชีวิต แต่ข้าวมันไก่จานเดียวกันทุกประการนี้เอง กลับเป็นอาหารชั้นเลิศมื้อหนึ่งของยาจกเข็ญใจ ถามว่า ความทุกข์ที่ดิ้นพล่าน ๆ ของเด็กเดินห้างคนนั้น เกิดจากสมุทัย คือได้กินข้าวมันไก่เช่นนั้นหรือ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมข้าวมันไก่จานเดียวกับกลับสามารถบันดาลความสุขล้นเหลือกับให้ผู้ไม่มีอันจะกินได้ อะไรกันแน่ที่คือสมุทัย มันไม่ใช่สิ่งของ การปรนเปรอ หรือสิ่งที่เข้ามากระทบใดทั้งสิ้น แต่มันคือใจเราของเราเอง คือตัวแปรสำคัญเพียงตัวเดียวต่างหาก ใจนี้คืออะไร คือใจที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติที่มีความไม่แน่นอน เอาแน่ไม่ได้ อย่างปรากฏการณ์ที่ช็อกคนไทยทั้งประเทศและช็อกคุณหนูแหม่มนั่นเอง ในทางกลับกัน หากเข้าใจอย่างถึงใจ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องแล้ว นิโรธ คือความดับทุกข์ คือการเป็นอิสระจากพันธนาการของสิ่งที่มีอำนาจบันดาลใจได้ ก็ย่อมเกิดขึ้นเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง แต่ความดับทุกข์จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอาศัยเหตุ คือหนทางแห่งความดับทุกข์ ซึ่งเรียกว่ามรรค ซึ่งคือหนทางอันนำไปสู่ความเข้าใจอย่างถึงใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวง และมรรคนี้เองก็ได้แสดงเอาไว้แล้ว ด้วยดีแล้ว ในพระพุทธศาสนา โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความสุขนั้นเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแก่ใจ มันจะเป็นของของใครที่จะหยิบยกให้กันได้เสียที่ไหน แม้จะหยิบยกสิ่งบันดลบันดาลความสุข ไม่ว่าทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง ลาภยศ ลาภปากใด ๆ มาให้ แต่ในเมื่อจิตใจที่ไม่ปฏิเสธสภาวะธรรมชาติ และไต่แสวงสูงขึ้นหาสิ่งที่เลิศยิ่งกว่าไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุดนั้น อันเปรียบเสมือนหลุมที่ถมไม่เต็ม ใครกันที่จะดลบันดาลความสุขเท่าจิตใจที่ไม่เคยหยุดพอได้ และดินแดนอันใดจะเต็มไปด้วยสิ่งปรนเปรออันเพียงพอต่อความไม่มีที่สิ้นสุดของจิตใจ แม้หากจะมีดินแดนเช่นว่าอยู่ที่สุดขอบจักรวาลนี้อันใด ดินแดนนั้นจะเรีกยว่าเป็นดินแดนแห่งความสุขตลอดไปได้อย่างไร เพราะเมื่อมีจิตดวงใดที่ไม่ได้ขัดเกลาด้วยดีเข้าไปสถิต ณ ที่นั้น ย่อมหนีไม่พ้นไปได้จากการต้องปรนเปรอ การเติมความขาดที่ไม่เคยเต็มนั้น จะยังเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็คือความทุกข์ชนิดหนึ่งนั่นเอง จิตที่ฝึกดีแล้วต่างหากคือกุญแจของความสุขนิรันดร์ ทุกข์และสุข สำเร็จประโยชน์ที่ใจต่างหาก ไม่ต้องรอให้ใครดลบันดาล อย่างไม่ต้องแสวงหามาเติม เต็มโดยไม่พร่อง พ้นพันธนาการทั้งปวง เปิดให้จองแล้ว ในพระพุทธศาสนา
ขอถวายธรรมทานนี้เป็นพุทธบูชาแด่พระมหาบุรุษอันเป็นที่เคารพรักยิ่งของข้าพเจ้า ผู้ทรงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณท่วมท้นจิตใจสัตว์
ขอโมทนาสาธุกับคุณแหม่มสุริวิภา กับความกล้าหาญ ที่ได้ฟันความเห็นที่ถูกต้องผ่านสื่อออกอากาศ และที่ได้มาเป็นองค์ธรรมในการพิจารณาธรรมของข้าพเจ้า ขอคุณหนูแหม่มสุริวิภา ได้มีส่วนร่วมในธรรมทานที่ได้ถวายเป็นพุทธบูชาแล้วนี้ของข้าพเจ้าด้วยเทอญ
ขอโมทนาสาธุกับคุณอาร์ทที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รับชมโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตอันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้พบกับองค์ธรรมอันดี ขอให้คุณอาร์ทได้มีส่วนร่วมในกุศลกรรมอันนี้ของข้าพเจ้าด้วยเทอญ
นักทัมวิจัย